7  สูตรสำเร็จเพิ่มความฉลาด

ใครที่รู้สึกว่าสมองอ่อนล้า  เฉื่อยชา  และความจำถดถอย  เรามีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำให้กับสมอง  เพราะจากผลการวิจัยบอกว่ายิ่งทำได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสมองของเรา

1.  บริหารสมองอยู่เสมอ

  ยิ่งเราใช้สมองมากและบ่อยเท่าไหร่  เซลล์สมองจะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเท่านั้น  ซึ่งนั่นก็จะส่งผลให้ความสามารถในการจำดีขึ้นตามไปด้วย  วิธีบริหารสมอง  เช่น  การเล่นหมากฮอส  ต่อจิ๊กซอว์  หรือเล่นครอสเวิร์ดในเวลาว่าง

2.  กินยาเสริมความจำ

  มีผลการวิจัยยืนยันว่าหลังจากการกินโสมในปริมาณ  400 มิลลิกรัมไปแล้ว  1 ชั่วโมง  จะทำให้ความสามารถในการจำดีขึ้นและส่งผลต่อไปอีกถึง  6 ชั่วโมง  แปะก๊วยก็มีการยืนยันว่าส่งผลดีต่อระบบความจำเหมือนกัน  เพราะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในสมอง  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในอเมริกาพบว่า  Vinpocetine  ที่สกัดได้ขากต้น  Periwinkle (ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งที่มีดอกสีฟ้า  ใบเข้มเป็นมัน)  นั้นจะช่วยเพิ่มความจำและความจดจ่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้มากขึ้นได้

3.  กินผักและผลไม้สด

  เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่สูงในผักและผลไม้สดจะไปทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากการสะสมเป็นเวลานอนของเนื้อเยื่อไขมันอันจะทำให้สมองอ่อนแอลง  และช่วยชะลออาการความจำถดถอยในผู้สูงอายุ  อาทิ  ผมไม้ที่มีสีแดง  ม่วง  และน้ำเงิน  โดยเฉพาะตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ  จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่มีความเข้มข้นสูงที่เรียกว่า  Anthocyanidin

4.  ลดปริมาณแอลกอฮอล์

  เพราะจะส่งผลต่อการปลดปล่อยสาระสำคัญในสมองโดยจะไปขัดขวางความสามารถในการสร้างความจำใหม่ ๆ  โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นชื่อ  ตัวเลข  และเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น  ยิ่งไปกว่านี้  ความสามารถในการระลึกเหตุการณ์ณ์หรือเรื่องราวเก่า ๆ  ในอดีตก็จะถูกบั่นทอนไปด้วย


5.  ออกกำลังกาย

  ขณะที่ร่างกายของเราเคลื่อนไหวนั้นสมองจะได้รับเลือดมากเป็นพิเศษซึ่งนั่นหมายถึงว่าสมองจะได้รับกลูโคสและออกซิเจนมากขึ้นทำให้สมองแข็งแรงขึ้น  นอกจากนี้การออกกำลังกายยังไปเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่เรียกว่า Brain-Derived  Neurotrophic  Factor)  ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย  แต่การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปกลับไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบความจำ

6.  จดบันทึกช่วยจำ

  เพราะโดยธรรมชาติของสมองเรานั้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรงหน้า  ความสามารถในการจดจำสิ่งอื่นก็จะลดลง  ฉะนั้นการย้ายข้อมูลจากสมองมาเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างคอมพิวเตอร์  ปาล์ม  หรือโทรศัพท์มือถือ  ก็เหมือสเป็นการช่วยลดความหนาแน่นของข้อมูลหรือเพิ่มพื้นที่ว่างในสมองเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

7.  ทำสมาธิ

  สมองของคนเรานั้นทำงานที่ความถี่หรือคลื่นสมองที่แตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำหรือคิดอยู่  ภายใต้ความเครียดที่เกิดขึ้น  คลื่นเบต้าของสมองจะทำงานเร็วขึ้นซึ่งจะส่งผลให้สมองลืมสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น  ฉะนั้นเราควรคิดให้ช้าลง  โดยการทำสมาธิ  หลับตาลงช้าๆ  หายใจเข้าเบาๆ  ช้าๆ  โดยตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก  จากนั้นหายใจออกช้าๆ  โดยตั้งสติอยู่ที่ช่องจมูกทางขวา  จากนั้นหายใจเข้าอีกครั้ง  แต่ครั้งนี้เวลาผ่อนลมหายใจออกให้ตั้งสติที่ช่องจมูกทางซ้าย  ทำเช่นนี้สลับกันประมาณ  10 นาที  ทุกวันรับรองว่าสมองตื้อๆ  ตันๆ  จะกลับมาโล่งโปร่งใสเหมือนเดิม

 

ที่มา : http://www.formumandme.com/article.php?a=1067

เรื่องของการช่วยตัวเอง แบบมีสาระ 

 

การช่วยตัวเองของผู้หญิง

     สำหรับหญิงสาว มักพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมคุยถึงเรื่องนี้กันนัก เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไฟแรงสูง หรือมีความต้องการทางเพศสูง แต่ในความเป็นจริงตามการวิจัยพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะทำมาสเตอร์เบชั่นกันทั้งนั้น การช่วยตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงส่วนมากไม่ต้องการที่จะพูดถึง แต่ก็ปฏิบัติกัน การช่วยตัวเองของผู้หญิงก็มีเป้าหมายเดียวกันกับผู้ชายนั่นแหละ


เพราะผู้หญิงเองก็มีความต้องการทางเพศเหมือนกัน

     การช่วยตัวเองสำหรับผู้หญิง คือการลูบคลำบริเวณคลิตอริส หรือใช้นิ้วมือเคลื่อนไหวเข้าออกในช่องคลอดจนถึงจุดสุดยอด ซึ่งจะมีลักษณะอาการกล้ามเนื้อบริเวณช่องคลอดจะเกิดอาการร้อนผ่าว เกร็งและเกิดความรู้สึกมีความสุขไปทั่วทั้งร่าง

     การช่วยตัวเองสำหรับผู้หญิงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรือสิ่งผิด แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ตัวเราเองชื่นชอบ และยังเป็นการสำรวจร่างกายของเราเองอีกด้วย นอกจากนี้มันยังช่วยให้เราไม่ตั้งท้อง ไม่ติดโรคทางเพศสัมพันธ์รวมทั้งเอดส์ การช่วยตัวเองจึงเป็นทางเลือกของผู้หญิงว่าจะเลือกทำหรือไม่ เราอาจสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองหรือช่วยทำให้กับคู่ของเราแทนการมีเพศสัมพันธ์กันก็ได้

 

14 เคล็ดลับในการช่วยตัวเองของผู้หญิงสำหรับสาวโสดทั้งหลาย  

      1. คุณต้องไม่มีอคติหรือความกลัวหรือความรู้สึกผิดเกี่ยวกับการช่วยตนเอง ด้วยการช่วยตนเอง ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ ไม่ติดโรค ไม่ทำให้ท้อง ไม่ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ฯลฯ

      2. จงเชื่อว่าการช่วยตนเองเป็นสิทธิส่วนตัว เป็นเรื่องธรรมชาติ งานวิจัยพบว่า ร้อยละ 80 ของคุณผู้ชาย และร้อยละ 59 ของคุณผู้หญิงที่มีอายุ18 ปี เคยช่วยตนเอง การช่วยตนเองถือว่าเป็นพัฒนาการแสดงออกปกติ เมื่อมีความรู้สึกทางเพศ

     3. การช่วยตนเองถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรทำประเจิดประเจ้อ ในที่สาธารณะ เช่นในสวน ในรถ เรือ เครื่องบิน หรือโรงภาพยนตร์ ฯลฯ

     4. จะช่วยตนเองให้ถึงจุดสุดยอด คุณต้องมีความต้องการทางเพศ

     5. นอกจากบรรยากาศสงบเงียบเป็นส่วนตัวแล้ว คุณต้องไม่เครียด มีอารมณ์ผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ พบว่าจะถึงจุดสุดยอด การช่วยตนเองใช้เวลาเริ่มและจบ ประมาณ 30 นาที

     6. คุณต้องรู้จักร่างกายส่วนสงวนของคุณ ว่าจุดไหนที่สามารถเร้าให้ถึงจุดสุดยอดได้ ไม่ว่าจะโดยการลูบคลำ คลึง ถู จับ นวด ฯลฯ

     7. การใช้จินตนาการ ดูรูปภาพ ดูหนังเอ็กซ์ ฯลฯ ขณะช่วยตนเอง สามารถไปถึงจุดสุดยอดเร็วขึ้น  

     8. การใช้อุปกรณ์เสริม เช่น อวัยวะเพศเทียม, sex toy อื่นๆ เช่น เครื่องสั่นสะเทือน ทำให้ถึงจุดสุดยอดได้ง่ายขึ้น

     9. การใช้อุปกรณ์ช่วยตัวเองอื่นๆ เช่น น้ำอุ่นจากหัวฉีดหรือฝักบัว น้ำเย็นเจี๊ยบ น้ำแข็ง อาจทำให้ถึงจุดสุดยอดได้เร็วขึ้น 

     10. ระมัดระวังการใช้อุปกรณ์เสริมที่ไม่สะอาดมีสนิมบอบบางแตกง่ายอาจ ซึ่งก่ออันตรายได้ เช่นขวดน้ำอัดลม (แก้ว) หากสอดใส่ปากมดลูกอาจถูกดูดเข้าไปในปากขวด, ฝาครอบน้ำยาทารักแร้ ใส่แล้วเอาออกไม่ได้ ฯลฯ สุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างทุลักทุเล

     11.เลือกวิธีที่เหมาะกับตน เช่น คุณผู้หญิงบางคนสามารถถึงจุดสุดยอดโดยการคลำคลึง ฯลฯ ปุ่มกระสัน บางคนต้องสอดใส่อุปกรณ์อวัยวะเพศเทียม

     12.การขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานขณะช่วยตนเอง ไม่ว่าในคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย ทำให้ถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น

     13.ว่ากันว่า หากมีเพื่อนมาช่วยทำการช่วยตนเองด้วย จะทำให้สนุก ถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น

     14.บางคนถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น หากมีเสียงประกอบที่ชอบ เช่น เสียงครางครวญ เพลงบรรเลง ฝนตก ร้องโหยหวน ฯลฯ แต่ควรระมัดระวังอย่าเปิดเสียงดังเกิน เพราะเสียงเหล่านี้บางเสียง อาจทำให้ผู้คนบ้านใกล้เรือนเคียงตกใจจนเรียกตำรวจมาตรวจสอบได้

--------------------------------------

 

การช่วยตัวเองของผู้ชาย


     การช่วยตัวเองนั้นเป็นวิธีธรรมชาติ และไม่เป็นผลร้ายต่อสุขภาพเลย อย่าเข้าใจผิดว่าคนที่ช่วยตัวเองนั้น เป็นคนที่มีความต้องการทางเพสสูง มันเป็นเรื่องความต้องการของแต่ละบุคคล แถมเป็นการปลดปล่อยความปรารถนาทางเพศที่เหมาะสมที่สุด ปลอดภัยจากการติดโรค

     การช่วยตัวเองของผู้ชายนั้น ดูจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามการเรียกร้องของความต้องการทางเพศซึ่งมีมากกว่าผู้หญิง และสามารถทำได้บ่อยๆ รวมทั้งถือเป็นสิ่งปกติ หากจะช่วยตัวเอง แม้จะแต่งงานแล้วก็ตาม ผู้ชาย (ไทย) ส่วนใหญ่มักรู้สึกอับอายและไม่ค่อยบอกใครเรื่องนี้ หรือบางคนยังกลัวหากเพื่อนรู้ว่าตนเองยังสำเร็จความใคร่อยู่ รวมทั้งกลัวผู้ปกครองรู้เห็นเรื่องส่วนตัวแบบนี้ของตนเองด้วย ผู้ชายจำนวนมากจึงเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเองอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อป้องกันคนอื่นมาเห็นเข้า แต่เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้นกลับต้องมาเรียนรู้วิธีการชะลอการหลั่งกาม ซึ่งสำคัญมากกว่าการบรรลุจุดสุดยอดเสียอีก และไม่ค่อยสนใจเรื่องของความเร็วอีกต่อไป


เทคนิคการทำมาสเตอร์เบชั่นของผู้ชาย


     ผู้ชายมีวิธีการทำรักให้ตัวเองได้หลากหลายวิธี วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดของพวกเขา คือการบีบองคชาติ เมื่อมันเริ่มแข็งตัว ก็จะต่อด้วยการใช้มือรูดเข้า-ออกที่อวัยวะเพศ จากส่วนปลายมาถึงโคน ยิ่งหากใช้มือบีบอยู่ที่บริเวณฐานขององคชาต โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางส่วนปลาย จะทำให้การหลั่งเกิดช้าลงได้ด้วย

     โดยปกติในขณะที่ทำมาสเตอร์เบชั่น อวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น บริเวณขาหนีบ ต้นขา องคชาต และอัณฑะจะเกิดการตื่นตัวต่อสัมผัสมากขึ้น เมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวดีแล้ว ผู้ชายส่วนมากชอบที่จะกดและนวดเบาๆ ที่ถุงอัณฑะ การสัมผัสส่วนหนึ่งส่วนใดบริเวณอวัยวะเพศ ก็จะเป็นการเพิ่มความตื่นเต้นทางเพศทั้งสิ้น รวมทั้งส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากบริเวณนั้นด้วย เช่น บริเวณหัวนมของผู้ชายเอง ผู้ชายบางคนชอบทำมาสเตอร์เบชั่นขณะนอนคว่ำบนเตียง เพื่อให้บางส่วนหรือด้านในของแท่งองคชาตถูไถกับที่นอน บางคนชอบทำมาสเตอร์เบท โดยการใช้สารหล่อลื่นมากกว่าการทำในขณะแห้งๆ แต่การหลั่งเร็วก็จะช่วยเป็นตัวหล่อลื่นในตัวเอง แต่อาจทำให้อสุจิที่มีจำนวนจำกัดต่อครั้ง ต้องรออีกนานกว่าจะหลั่งได้อีก การใช้โลชั่นหรือวาสลินทาที่มือก็เป็นการช่วยหล่อลื่นได้ แต่ก็เป็นอันตรายต่อผู้ที่สวมถุงยางอนามัย เพราะมีสารประกอบที่เป็นน้ำมันอยุ่ด้วย การใช้เจลสุตรน้ำประเภท KY เจลเพื่อผลิตมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้โดยตรงจะแก้ปัญหาไปได้


     ผู้ชายบางคนใช้อุปกรณ์ช่วยในการทำมาสเตอร์เบชั่น เช่น ไวเบรเตอร์ (อวัยวะเพศชายใส่แบตเตอร์รี่สั่นสะเทือนได้), ใช้ฝอยน้ำจากฝักบัวและอื่นๆ และส่วนใหญ่อุปกรณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความตื่นเต้น แม้ในระยะสั้นๆ ก็ตาม

 

------------------------

 

ไม่ได้แนะนำให้ช่วยตัวเองนะครับ แต่ต้องเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ และเราควรจะมีความรู้ในเรื่องแบบนี้ไว้บ้าง จะได้ก้าวทันโลกภายนอก ไม่ใช่ปิดหูปิดตาตัวเองและคิดแค่ว่ามันเป็นเรื่องไม่ควรจะรู้

 

ที่มา : http://talk.mthai.com/topic/54088

นิยามนักเรียน

posted on 19 Dec 2009 22:30 by oatsettawat

 นิยามนักเรียน

นักเรียนคือ . . . 

      ผู้มีอาชีพรับจ้างเรียนหนังสือ จากผู้ปกครอง

 

นักเรียนคือ . . . 

      บุคคลผู้มีประสาทหูไวต่อเสียงออดหมดชั่วโมง

 

นักเรียนคือ . . . 

นักร้องวงคอรัสเพลงชาติไทย เปิดคอนเสิร์ตทุกแปดโมงเช้า

 

นักเรียนคือ . . . 

นักบริโภคมืออาชีพ ถนัดในการบริโภคขนมใต้โต๊ะเรียน

 

นักเรียนคือ . . . 

นักเศรษฐศาสตร์ ผู้มองการณ์ไกล คำนวณขอค่าอุปกรณ์การเรียน เกินไว้ก่อน

 

นักเรียนคือ . . . 

นักทอล์คโชว์ฝีปากเด่นทอล์คได้ แม้ขณะอาจารย์สอนหน้าห้อง

 

นักเรียนคือ . . . 

นักโบราณคดี สำรวจลายมือของเพื่อนตอนลอกการบ้าน

 

นักเรียนคือ . . . 

ดีไซน์เนอร์ไอเดียเลิศ มีความสามารถในการดัดแปลงชุดนักเรียนสไตล์ใหม่

 

นักเรียนคือ . . . 

ผู้ที่ถูกบังคับให้ต้องทำเวรทุกสัปดาห์และเรียกมันว่า "มีเวร มีกรรม"

 

นักเรียนคือ . . . 

ผู้แบกภาระหนักอึ้ง แต่ในกระเป๋านักเรียน กว่าครึ่งเป็นหนังสืออ่านเล่น

 

นักเรียนคือ . . . 

ผู้มีสายตาประดุจเหยี่ยวมองเห็นฝ่ายปกครองในระยะ 100 เมตร

 

นักเรียนคือ . . . 

เรียนสนุก ลุกนั่งสบาย ลูกโง่เป็นควาย พ่อแม่วายวอด

ที่มา : Forward Mail

edit @ 19 Dec 2009 22:42:01 by Oatz